หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อมูล ประเทศกัมพูชา  (อ่าน 4024 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
mydezign
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 345


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 19, 2012, 10:08:36 AM »

ข้อมูลทั่วไป ประเทศกัมพูชา


ข้อมูลประเทศกัมพูชา
          กัมพูชา หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศใต้จรดกับอ่าวไทย ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศไทย ทางทิศเหนือติดกับประเทศไทยและลาว ทางทิศตะวันออกติดกับเวียดนาม กัมพูชาเป็นอดีตประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแค่ประเทศเดียวเท่านั้นที่มีการปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
 
 


แผนที่ประเทศกัมพูชา


ภูมิประเทศ
        ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ประกอบด้วยที่ราบรอบทะเลสาบเขมร และที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
มีทิวเขาล้อมรอบทางเหนือ คือ เทือกเขาพนมดงรัก เทือกเขาบรรทัด เทือกเขาอันนัม กัมพูชา มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายชามหรืออ่าง คือ ตรงกลางเป็นแอ่งทะเลสาบและลุ่มแม่น้ำโขงอันกว้างขวาง มีภูเขาล้อมรอบอยู่ 3 ด้าน ได้แก่
 -ด้านตะวันออกมีแนวเทือกเขาอันนัมที่เป็นพรมแดนกับประเทศเวียดนาม
 -ด้านเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีแนวเทือกเขาพนมดงรักที่เป็นพรมแดนกับประเทศไทย
 -ด้านใต้และตะวันตกใต้มีแนวเทือกเขาบรรทัดที่เป็นแนวพรมแดนกับประเทศไทย เฉพาะด้านตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

ภูเขา
          ยอดเขาสูงที่สุดของกัมพูชาคือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,813 เมตรทิศเหนือของกัมพูชามีเขตแดนติดกับประเทศไทยระยะทางยาว 750 กิโลเมตร ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น 
                                       
ภูมิอากาศ
        มีอากาศมรสุมเขตร้อนเป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูแล้ง เริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เดือนเมษามีอุณหภูมิสูงที่สุด เดือนมกรามีอุณหภูมิต่ำที่สุด เดือนตุลาคมมีฝนตกมากที่สุด

การแบ่งเขตปกครอง
        ประเทศกัมพูชาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 จังหวัด (เขต: provinces; khet) และ4เทศบาล*(กรุง:municipalities; krung)


ชื่อ
เมืองเอก
พื้นที่ (km²)
ประชากร
(ปี 2541)
1. บันทายมีชัย / บันเตียเมียนเจย(Banteay Meanchey)
เมืองศรีโสภณ
6,679
577,772
2. พระตะบอง / บัดด็อมบอง(Battambang)
เมืองบัตดอมบอง
11,702
793,129
3. กำปงจาม / ก็อมปวงจาม (Kampong Cham)    
เมืองกำปงจาม
9,799
1,608,914
4. กำปงชนัง / ก็อมปวงชนัง (Kampong Chhnang)    
เมืองกำปงชนัง
5,421
417,693
5. กำปงสปือ / ก็อมปวงสปือ (Kampong Speu)    
เมืองกำปงสปือ
7,017
598,882
6. กำปงธม / ก็อมปวงต็วม (Kampong Tdom)    
เมืองกำปงธม
13,814
569,060
7. กำปอด / กำโพธิ (Kampot)    
เมืองกำโพธิ
4,873
528,405
8. กันดาล / ก็อนดาล (Kandal)    
เมืองท่าเขมา
3,568
1,075,125
9. เกาะกง / เกาะฮฺกง (Koh Kong)    
กรุงเกาะกง
11,160
132,106
10. แกบ* (Kep)    
-
336
28,660
11. กระแจะ (Kratié)
เมืองกระแจะ
11,094
263,175
12. มณฑลคีรี / ม็อนด็อลกิรี (Mondulkiri)
เมืองแสนมโนรมย์
14,228
32,407
13. อุดรมีชัย / โอดดาร์เมียนเจีย (Oddar Meancheay)
เมืองสำโรง
6,158
68,279
14. ไพลิน* (Pailin)
-
803
22,906
15. พนมเปญ / พนุมเป็ญ* (Phnom Penh)
-   
376
2,009,264
16. สีหนุวิลล์ / กรุงพระสีหนุ / ก็อมปงโซม* (Sihanoukville, Kampong Som)
-
868
235,190
17. พระวิหาร / เปรียะฮ์วิเคุณยร์ (Preah Vihear)
เมืองพนมตะเบงเมียนไจย
13,788
119,261
18. โพธิสัตว์ / โพธิ์ซัด (Pursat)
เมืองโพธิสัตว์
12,692
360,445
19. เปรยแวง (Prey Veng)
เมืองเปรยแวง
4,883
946,042
20. รัตนคีรี (Ratanakiri)
เมืองบ้านลุง
10,782
94,243
21. เสียมราฐ / เสียมเรียบ (Siem Reap)
เมืองเสียมเรียบ    
10,299
696,164
22. สตึงแตรง (Stung Treng)
เมืองสตรึงแตรง
11,092
81,074
23. สวายเรียง (Svay Rieng)
เมืองสวายเรียง    
2,966
478,252
24. ตาแก้ว (Takéo)
เมืองตาแก้ว
3,563
790,168

ประชากร
        14,071,000 (ก.ค. 2548)

เชื้อชาติ
        ชาวเขมร 85% ชาวญวน 5% ชาวจีน 5 % อื่นๆ เช่นชาวไทย ชาวลาว ชาวจาม ชาวจะราย ชาวระแดว์ ชาวเสตียง ชาวเมฺรญ และชาวเปือร์ 3% เป็นต้น

ภาษา
        ภาษาเขมรเป็นภาษาทางการ ส่วนภาษาที่ใช้โดยทั่วไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเวียดนาม ภาษาไทย และภาษาจีน

ศาสนา
        รัฐธรรมนูญกัมพูชาบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะมีผู้นับถือพระพุทธศาสนา 95% ศาสนาอิสลาม 3% ศาสนาคริสต์ 1.7% ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 0.3%

เศรษฐกิจ
        เศรษฐกิจกัมพูชาในปี 2552 จากการคาดการณ์ของหลายสถาบันมีความแตกต่างกัน เช่น IMF คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตจะติดลบ ร้อยละ 0.5  (-0.5%) เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ผลคือการส่งออกในช่วง 6  เดือนแรกของปี 2009  ลดลงร้อยละ 26  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2008 โดยยอดส่งออกไปสหรัฐอเมริกาซึ่งมีมูลค่าปีละ 1,967 ล้านดอลลาร์ฯ(ร้อยละ 66.5 ของยอดส่งออกรวม) ลดลงร้อยละ 30 ทำให้รัฐบาลต้องยอมออกมาประกาศปรับตัวเลขประมาณการอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจ จากร้อยละ 6 เหลือร้อยละ 2 เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ไม่มีสัญญาณของการฟื้นตัว เช่นเดียวกับภาคเกษตรกรรม และภาคบริการจากการท่องเที่ยวที่ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเสียมเรียบในระยะ 6 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 503,000 คน ลดลงจาก 578,700 คน ของระยะเดียวกันในปีก่อนร้อยละ 13 โดยนักท่องเที่ยวที่ลดลงมากคือเกาหลี แต่นักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากถึงร้อยละ 30 คือนักท่องเที่ยวเวียดนามที่สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้สะดวกและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลง กล่าวคือสามารถเดินทางโดยตรงทางรถยนต์และสายการบินแห่งชาติกัมพูชาในนาม Cambodia Angkor Air (การร่วมทุนระหว่างนักลงทุนเวียดนามและรัฐบาลกัมพูชา) รวมถึงการยกเว้นทำวีซ่าระหว่างเวียดนามและกัมพูชา นอกจากนี้ได้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทางเรือสำราญ จากสถิติในปี 2008 ซึ่งมี่จำนวน 25 ลำ นักท่องเที่ยว  14,159 คน เป็นจำนวน 15 ลำในระยะ 6 เดือนแรก หรือเพิ่มร้อยละ 46 ทำให้รัฐบาลเล็งที่จะขยายท่าเรือที่จังหวัดเกบ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวดังกล่าว อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงนั้นเป็นปัญหาที่กระทบจากปัจจัยวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปัจจัยด้านการเมืองของประเทศไทยซึ่งเป็นประตูด้านการบินจากยุโรป มายังกัมพูชา ปัญหาข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงผลกระทบจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ CAMKO CITY  มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งแจ้งว่าได้ขายโครงการส่วนแรกจำนวน 700 หน่วยไปแล้วร้อยละ 80 ในราคาหน่วยละ 140,000-300,000 ดอลลาร์ฯ ได้ประกาศหยุดการก่อสร้างไว้ระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์ด้านการเงินของบริษัทจะเป็นปกติ ขณะที่โครงการที่ยังไม่ได้เริ่มต้นก่อสร้าง ก็ไม่มีวี่แววของการก่อสร้าง แม้ว่ารัฐบาลจะออกประกาศผ่าน พรบ.ให้ต่างชาติมีกรรมสิทธิ์บนพื้นที่เหนือจากพื้นดิน 1 ชั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม การก่อสร้างโรงแรมในจังหวัดเสียมเรียบ จำนวน 7 โรงแรม คงดำเนินการต่อไปซึ่งส่วนใหญ่เป็นของนักลงทุนกัมพูชา ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะทำให้จำนวนห้องพักในเสียมเรียบเพิ่มอีก 2,700 ห้องจากจำนวนโรงแรมที่มีอยู่ 116 โรงแรม จำนวนห้องพัก 8,000 กว่าห้อง การลงทุนของต่างชาติชะลอตัว ส่งผลถึงการเลิกจ้างงาน    สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ราคาต่ำกว่าปีก่อนๆ ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงและประสบปัญหาภัยธรรมชาติทั้งความแห้งแล้ง และน้ำท่วม
         


ข้อมูลทางวัฒนธรรมของเป็นเทศกัมพูชา

                                             

ด้านนาฏศิลป์
           นาฏศิลป์กัมพูชามีหลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยก่อนพระนคร (ค.ศ. ๕๔๐-๘๐๐) แล้ว เช่น รูปปั้นดินเหนียวสมัยนครบุรี (Angkorborei) เป็นรูปบุคคลร่ายรำ และจารึกที่กล่าวถึง "คนรำ" เป็นภาษาเขมร ในจารึกสมัยพระนคร (ค.ศ. ๘๒๕-ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔)  พบคำสันสกฤต "ภาณิ" ซึ่งหมายถึงการแสดงเล่าเรื่อง และหากดูภาพสลักจำนวนมากในปราสาทหินทั้งหลายแหล่ขอม  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอาณาจักรขอมมีการร่ายรำ การแสดง เป็นเรื่องปรกติธรรมดาสำหรับการบันเทิงในราชสำนักและประชาชน ในจารึกที่กล่าวถึงข้าพระที่ประจำศาสนสถานนั้นมักมี "คนรำ" ประจำอยู่ด้วย นาฏศิลป์กัมพูชาโบราณน่าจะได้รับอิทธิพลอินเดียเป็นพื้น  นาฏศิลป์กัมพูชาน่าจะสืบต่อและพัฒนามาจนรุ่งโรจน์ไม่แพ้ศิลปวิทยาการด้านอื่นๆ ในสมัยพระนคร และน่าจะมีอิทธิพลไม่น้อยต่ออยุธยาหลังจากที่มีการตีเมืองพระนครแตกและกวาดต้อนผู้คนมาสู่กรุงศรีอยุธยา จำนวนหนึ่งในผู้คนเหล่านั้นน่าจะมีนักรำอยู่ด้วย หลักฐานทางภาษาอย่างหนึ่งก็คือไทยรับคำ "รำ" ในภาษาเขมรมาแทนที่คำ "ฟ้อน" ที่เดิมใช้ในภาษาไทย และไทยก็รับเอามาผสมผสานกับสิ่งที่มีอยู่เดิมและพัฒนานาฏศิลป์สืบเนื่องต่อจากนั้นและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตนขึ้นมา และเมื่อมาถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไทยก็ส่งคืนศิลปวิทยาการด้านนี้กลับสู่ประเทศราชกัมพูชา และกัมพูชาก็รับเอามาประยุกต์ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองและสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระมหากษัตริยานีกุสุมะนารีรัตน์ พระราชมารดาของเจ้าสีหนุ พระนางทรงทำนุบำรุงการละครเขมรให้รุ่งเรือง พระนางจึงทรงเป็นพระมารดาแห่งนาฏศิลป์กัมพูชาก็ว่าได้  ระบำอัปสราเกิดขึ้นด้วยคุณูปการของพระนาง โดยนางอัปสราตัวเอกองค์แรกคือเจ้าหญิงบุพผาเทวี พระราชธิดาในเจ้าสีหนุ นครวัดเป็นอุดมคติแห่งชาติกัมพูชา นางอัปสราในนครวัดก็เป็นอุดมคติแห่งสตรีเขมร ดังนั้นการชุบชีวิตนางอัปสราออกมาเป็นระบำระดับชาตินั้นมีความหมายในเชิงชาติพันธุ์นิยม เพื่อให้เข้าถึงสัญลักษณ์สูงสุดแห่งสตรีแขมร์
ระบำอัปสรามีชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการอิงบนความยิ่งใหญ่ของนครวัด และระบำอัปสราก็จำลองภาพสลักที่แน่นิ่งไร้ความเคลื่อนไหวในนครวัดให้หลุดออกมามีชีวิต

                                       

ด้านภาษา  (ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาทางการ)
          ภาษาเขมร  เป็นหนึ่งในภาษาหลักของภาษากลุ่มออสโตรเอเซียติก และได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสันสกฤต และภาษาบาลี พอสมควร ซึ่งอิทธิพลเหล่านี้ มาจากอิทธิพลของศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู ต่อวัฒนธรรมของชาวเขมร ในขณะที่อิทธิพลอื่นๆ เช่น จากภาษาไทย และภาษาลาว เป็นผลมาจากการติดต่อกันทางด้านภาษา และความใกล้ชิดกันในทางภูมิศาสตร์
ภาษาเขมรแปลกไปจากภาษาในประเทศเพื่อนบ้าน (ภาษาไทย ภาษาลาว และภาษาเวียดนาม) เนื่องจากไม่มีเสียงวรรณยุกต์

การแต่งกาย
          ชาย ใส่เสื้อคอกลมผ่าหน้า นุ่งโสร่ง สีสันต่างๆ  ผ้าขาวม้าคาดพุงหรือคล้องไหล่ 
หญิง นุ่งผ้าถุงลายตั้ง  มีเชิงตามขวางสองชั้น   ส่วนบนกว้างส่วนล่างแคบ  ระหว่างรอยต่อคาดด้วยสีแดง  เสื้อดำย้อมด้วยมะเกลือ  แขนกระบอกรัดรูปตามรอยตะเข็บ  ถักด้วยสีต่างๆชายเสื้อผ้าข้างทั้งสองด้านยาวประมาณ 6 นิ้ว  กระดุมกลมทำด้วยเงิน  มีผ้าคล้องไหล่เป็นสีดำหรือสีต่างๆ  ถ้าคล้องคอนิยมหย่อนมาด้านหน้า  หรือนุ่งโจงกระเบนคาดอกด้วยผ้าแถบ

แหล่งข้อมูลอื่น
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=045623efc6b5889a&pli=1
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2012, 04:01:43 PM โดย mydezign » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: